วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561

การตั้งชื่อเรื่องวิจัย

ชื่อเรื่องวิจัยนับเป็นจุดแรกที่จะดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน และทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในปัญหารวมทั้งวิธีดำเนินการวิจัยของผู้วิจัยอีกด้วย ดังนั้นการตั้งชื่อเรื่องวิจัยจึงต้องเขียนให้ชัดเจน เข้าใจง่าย ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงต้องระมัดระวังในการตั้งชื่อเรื่องวิจัยให้เหมาะสม ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ 
1.ควรตั้งชื่อเรื่องให้สั้น โดยใช้คำที่เฉพาะเจาะจงหรือสื่อความหมายเฉพาะเรื่องและควรเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย กะทัดรัด แต่ชื่อเรื่องก็ไม่ควรสั้นเกินไปจนทำให้ขาดความหมายทางวิชาการ
 2. ควรตั้งชื่อเรื่องวิจัยให้ตรงกับประเด็นของปัญหา ว่าเป็นการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาอะไร อย่าตั้งชื่อเรื่องวิจัยที่ทำให้ผู้อ่านตีความหมายได้หลายทาง และอย่าพยายามทำให้ผู้อ่านเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเกินความเป็นจริง
 3. ควรตั้งชื่อเรื่องวิจัยโดยการใช้คำที่บ่งบอกให้ทราบถึงประเภทของการวิจัย ซึ่งจะทำให้ชื่อเรื่องชัดเจนและเข้าใจง่ายขึ้น เช่น
3.1 การวิจัยเชิงสำรวจ มักใช้คำว่าการสำรวจ หรือการศึกษา เป็นคำขึ้นต้น และอาจจะระบุตัวแปรเลยก็ได้ เช่น การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้บทเรียนการสอนผ่านเว็บวิชาการการวัดและประเมินผลการศึกษาของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา การสำรวจความสนใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในการเข้าศึกษาต่อสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตชุมพร เป็นต้น
3.2 การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ มักใช้คำว่า การศึกษาความสัมพันธ์นำหน้าชื่อเรื่อง เช่น การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จังหวัดชุมพร 
3.3 การวิจัยเชิงพัฒนาการ มักใช้คำว่า การศึกษาพัฒนาการนำหน้าชื่อเรื่อง เช่น การศึกษาพัฒนาการด้านการอ่านของเด็กปฐมวัยในจังหวัดชุมพร
3.4 การวิจัยเชิงทดลอง มักใช้คำว่า การทดลอง การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การเปรียบเทียบ เป็นต้น นำหน้า เช่น การเปรียบเทียบวิธีสอนโดยใช้ชุดการสอนและไม่ใช้วิชาสังคมศึกษาของเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนทุ่งคาพิทยาคาร 
4. ควรตั้งชื่อเรื่องในลักษณะของคำนาม ซึ่งจะทำให้เกิดความไพเราะ สละสลวยกว่าการใช้คำกริยานำหน้าชื่อเรื่อง เช่นแทนที่จะใช้คำว่า สำรวจ ศึกษา เปรียบเทียบ วิเคราะห์ ก็ควรจะใช้ คำว่า การสำรวจ การศึกษา การเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ เป็นต้น นำหน้าชื่อเรื่อง
 5. ควรตั้งชื่อเรื่องวิจัยที่ประกอบด้วยความเรียงที่สละสลวยได้ใจความสมบูรณ์ เป็นชื่อเรื่องที่ระบุให้ทราบตั้งแต่วัตถุประสงค์ของการวิจัย ตัวแปร และกลุ่มตัวอย่างที่จะศึกษาวิจัยด้วย เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบแรงจูงใจในการเป็นนักกีฬาของสถาบันกีฬา

www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/research/program/unit3/content5.htm

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561

บทบาทครูไทยยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21

  ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 

         กล่าวถึงบทบาทครูไทยยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ว่า

         ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นผู้อำนวยความรู้ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีการพูดถึงทักษะของเด็กในศตวรรษที่ 21 แต่ยังไม่มีคู่มือประกอบแนวทางการพัฒนาทักษะครูให้พร้อมต่อการเรียนการสอนในยุคสมัยใหม่ ครูไทยจำนวนมากจึงเหมือนถูกปล่อยอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก 

           ทั้งนี้แนวทางในการพัฒนาทักษะครูไทยในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วยทักษะ 7 ด้าน ได้แก่

 1.ทักษะในการตั้งคำถาม เพื่อช่วยให้ศิษย์กำหนดรู้เป้าหมายและคิดได้ด้วยตนเอง

 2.ทักษะที่สอนให้เด็กหาความรู้ได้ด้วยตัวเองและด้วยการลงมือปฏิบัติ 

3.ทักษะในการคัดเลือกความรู้ ตามสภาพแวดล้อมจริง 

4.ทักษะในการสร้างความรู้ ใช้เกณฑ์การทดสอบและตรวจสอบความถูกต้องอย่างไร เพื่อทำให้ศิษย์เกิดความเข้าใจอย่างชัดแจ้ง 

5.ทักษะให้ศิษย์คิดเป็น หรือตกผลึกทางความคิด

 6.ทักษะในการประยุกต์ใช้ และ

 7.ทักษะในการประเมินผล

       ซึ่งครูยุคใหม่จำเป็นต้องมีทักษะทั้ง 7 ด้านในการเป็นผู้อำนวยความรู้ให้เด็ก แทนที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เหมือนก่อน 

https://www.gotoknow.org/posts/517496